พระร่วงยืนกรุทางพระ
อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง

ประวัติพระร่วงยืนกรุทางพระ
"พระร่วงยืนกรุทางพระ" คำว่าทางพระนั้นเป็นชื่อของหมู่บ้านในเขตตำบลทางพระ หมู่ที่ 3
อำเภอโพธิ์ทองจังหวัดอ่างทองมีระยะห่างจากที่ทำการอำเภอไปทางทิศตะวันตกประมาณ 5 ก.ม.
เป็นพื้นที่ที่มีท้องทุ่งนาอยู่รอบบริเวณมีโคกเล็กๆ อยู่ในพื้นที่นั้นเป็นแหล่งสำหรับเด็กเลี้ยง
วัวควายนำสัตว์มาเลี้ยงกันเป็นประจำโคกที่ว่านี้ชาวบ้านเรียกกันว่า "โคกวัดตาเงิน" พื้นที่ตรงนั้น
แทบจะไม่มีอะไรเหลือเป็นร่องรอยให้รู้จักว่าเป็นวัดแต่จากก้อนอิฐก้อนโตซึ่งกระจัดกระจายอยู่
ทั่วไป พอจะสันนิษฐานได้ว่าเป็นโบสถ์เก่าที่ปรักหักพังไม่มีเหลือร่องรอยไว้เลยนอกเสียจาก
ก้อนอิฐ
จากหลักฐานของทางราชการทำให้ทราบว่าโคกนั้นเป็นวัดร้าง มีชื่อว่า วัดสระมะดัน อันเป็น
ที่มาที่สำคัญยิ่งของพระร่วงยืนกรุทางพระ แต่ปัจจุบันนักนิยมพระเกือบจะไม่รู้จักพระพิมพ์
ประเภทนี้หรือรูปร่างลักษณะเช่นนี้เลยเหตุผลคือพระมีค่อนข้างน้อยผู้คนหรือนักสะสมพระ
รุ่นใหม่จึงหมดโอกาสได้รู้ได้เห็นน้อย
จากคำบอกเล่าของคุณลุงผู้หนึ่งซึ่งขอสงวนนาม อายุ 68 ปีผู้มีภูมิสำเนาอยู่ติดกับโคกวัดผู้ที่พบ
พระร่วงตีนเป็ดหรือพระร่วงยืนกรุทางพระเป็นคนแรก สมัยนั้นผมมีอายุประมาณ 8-9 ขวบ
เป็นเล็กเลี้ยงควายอยู่บริเวณโคกวัดวันหนึ่งฝนตกหนักผมจึงไล่ต้อนฝูงควายขึ้นหลบฝนบริเวณ
โคกวัด ฝูงควายได้ตะกายอันเป็นดินด้านตะวันออกประกอบกับฝนที่ตกหนักจึงทำให้เนินดินพัง
ทลายมีเศษก้อนอิฐและกระเบื้องจำนวนมากและสังเกตุเห็นแผ่นหินสีขาวแผ่นหนึ่งแผ่นหนึ่งโผล่
ขึ้นมา จึงเกิดความสงสัยและได้ทำการขุดคุ้ยด้วยความอยากรู้ตามประสาเด็ก"เมื่อทำการเปิดออก
พบข้างในเป็นหลุมวงกลมเส้นผ่าศูนกลางกว้างประมาณ 2 ฟุต พบพระพุทธรูปยืนปางห้าม
สมุทรเนื้อทองสำริด 1 องค์ อยู่กลางสุดรายล้อมด้วยพระร่วงตีนเป็ดปักในดินอยู่รอบ ส่วนใหญ่
ชำรุดแตกหักตามกาลเวลาพบประมาณ 200 องค์ สภาพสมบูรณ์ครึ่งต่อครึ่งพวกเด็กๆ ที่ตามมา
ด้วยพากันคุ้ยเขี่ยและเอาไปเล่นโยนหลุมทอยเส้นจนพระแตกหักเสสียหายทั้งนั้น เนื่องจากมี
ลักษณะคล้ายตุ๊กตาหารู้ไม่ว่านั่นคือ "พระ"เด็กบางคนเก็บกลับบ้านมาให้พ่อแม่ดูจึงรู้ว่าเป็นพระ
จึงออกไปขุดค้นกันและขอซื้อจากเด็กราคา 3-4 องค์ต่อ 1 บาทเป็นค่าขนมให้เด็กๆ เด็กบางคนได้
เป็นกะลา ก็มี เฉพาะชายโคกนั้นเมื่อฝนตกหนักดินพังทลายลงบางครั้งคนเดินไปพบโดยบังเอิญก็
มีเรียกว่ายังพอหาได้ แต่ปัจจุบันไม่เหลือให้เห็นพุทธลักษณะดูสมหรือลักษณะที่เรียกกันว่าปีก
แมงดาหรือตัวแมงดา จึงมีนักนิยมสะสมพระรุ่นเก่าเรียกพระพิมพ์นี้ว่า"พิมพ์แมงดา" มีอยู่ด้วยกัน
2 พิมพ์คือพิมพ์แมงดาและพิมพ์ต้อ (พิจารณาแล้วน่าจะเป็นพิม์เดียวกัน
1.พิมพ์แมงดามีขนาดสูง 6 เซนติเมตร กว้าง 2 เซนติเมตร ส่วนยอดบนกลมโค้งมน (ที่เรียกว่า
ประภามณฑล)มีทั้งเนื้อชินตะกั่วสนิมแดงและเนื้อชินเงิน สำหรับเนื้อชินตะกั่วสนิมแดงจะพบ
มากกว่าตรงรัดประคตจะเป็นปืนใหญ่ไม่มีลวดลาย แสดงให้เห็นถึงความงามมากนัก เอกลักษณะ
ของพระกรุนี้พระบาทแยกปลายพระบาทออกจากกันจนเเป็นแนวตรง(เท้าแฉก)
2.พิมพ์ต้อมีขนาดสูง 5 เซนติเมตร ส่วนความกว้างยึดถือแน่นอนไม่ได้เพราะผู้สร้างตัดปีกออก
เกือบชิดองค์ตบแต่งให้สวยงามก่อนลงบรรจุกรุ บางองค์เจียนยอดแหลมตอนบนดูแลคลายจรวด
บางคนเรียกว่า พิมพ์เศียรเล็กด้านหลังของพระทุกองค์ทุกขนาดทุกพิมพ์ทรงเป็นแอ่งกระทะตาม
แนวโค้งที่ด้านหลังตันจริงๆ ก็มีพบเป็นลายผ้าหยาบๆ ขึ้นลอยองค์เป็นเม็ดนูนๆ ก็มีพระพิมพ์ต้อ
ยังแบ่งเป็น 2 แม่พิมพ์ เพราะแตกต่างกันตรงที่รัดประคตแบบแรกเป็นแบบปื้นใหญ่ลักษณะเป็น
สามเหลี่ยมเหมือนกระจับ แบบที่สองที่รัดประคตเป็นแบบพ่วงวงรีในแนวนอนฐานสูงไม่มีลวด
ลายให้ดูได้ชัดเจนมากนัก มีทั้งเนื้อตะกั่วสนิมแดงเข้มฉาบจับเป็นพื้นเรียบไม่มีเข้มมากบ้างน้อย
บ้าง เป็นเพราะพื้นที่ถูกน้ำท่วมองค์พระถูกน้ำเท่าเทียมกันสนิมจึงเสมอและดูคล้ายกันหมด
ร่องรอยสึกหรือรอยแตกของสนิมยังปรากฏร่องรอยเป็นใยแมงมุม โดยเฉพาะพระเนื้อชินเงิน
จะมีสนิมตีนกา(สีดำ) องค์พระบางองค์ชัดเจน บางองค์ไม่ชัดเจนนักบางส่วนขาดหายไป
บางส่วนจะอยู่ครบ เต็มองค์ชัดเจนและสวยงามมาก
(ข้อมูลจากหนังสือ"พระเครื่องเมืองอ่างทอง")
พระร่วงตีนเป็ด |


|


พระร่วงตีนเป็ดหลัง |
พระร่วงตีนเป็ดเนื้อสำริด (หน้า) |
พระร่วงตีนเป็ดเนื้อสำริด(หลัง) |
