ไหว้พระเมืองอ่างทอง

    









 

วัดไชโยวรวิหาร

            เดิมเป็นวัดเก่าแก่ ไม่ปรากฎหลักฐานว่าสร้างในสมัยใด   ต่อมาสมเด็จพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี )อดีตเจ้าอาวาส
วัดระฆังโฆสิตาราม   ได้สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ใช้เวลาสร้างนานถึงสามปีเสร็จในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว     จึงได้ถวายให้เป็นวัดหลวง   ได้รับพระราชทานนามว่า วัดเกษไชโย           ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   ในปี พ.ศ. 2430 ได้มีการบูรณปฎิสังขรวัด   สร้างอุโบสถและวิหารพระโต   การก่อสร้างครั้งนี้ทำให้พระพุทธรูปที่สร้างไว้เดิมพังลง   พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ จึงได้ทรงโปรดเกล้า ฯ   ให้สร้างองค์พระขึ้นใหม่   ใช้เวลานานถึง 8 ปี จึงเสร็จ   พระราชทานนามว่า พระมหาพุทธพิมพ์   วิหารที่ประดิษฐาน พระพุทธพิมพ์มีขนาดสูงใหญ่มาก   และมีรูปทรงที่แปลกตาไปจากที่เคยเห็นโดยทั่วไป   มีศิลปะแบบโกธิคผสมอยู่ด้วย   ตัววิหารเชื่อมติดกับ พระอุโบสถซึ่งมีขนาดเล็กกว่ามาก

            ด้านหน้าพระวิหารมีมุขลด 2 ชั้น   เมื่อมองด้านหน้าตรงจนเห็นหลังคาประกอบด้วยหน้าบัน 3 ชั้น   ลดหลั่นลงมาอย่างงดงาม   หน้าบันแรกเป็นหน้าบันตัวพระวิหาร   หน้าบันกลางเป็นหน้าบันมุขลด และหน้าบันสุดท้ายล่างสุดเป็นหน้าบันพระอุโบสถ
            ด้านหลังพระวิหารมีมุขลด 2 ชั้น เช่นเดียวกับด้านหน้า   ตัวมุขทะยอยต่ำลงมาเป็นจังหวะได้สัดส่วนงดงาม   พร้อมทั้งลดขนาดลงมาตามลำดับในแนวเดียวกับมุขลด   หลังแรกที่ลดจากพระวิหาร มีกันสาดยื่นออกมาทั้งด้านหน้าและด้านข้าง   รองรับด้วยเสานางเรียงทรงสี่เหลี่ยมด้านเท่า   เฉพาะด้านหน้าและด้านหลังพระวิหารซ้ายขวา ข้างละ 3 ต้น   ด้านข้างซ้ายขวามีช่องประตูโค้งแหลม ด้านละ 1 ประตู
            ด้านข้างพระวิหารก่อผนังเป็น 2 ระยะ   ผนังด้านจรดหลังคามีช่องหน้าต่างโค้งแหลม ด้านละ 5 ช่อง   ผนังช่องที่ 2 จากหลังคากันสาดจนถึงพื้นซึ่งเป็นช่องที่สูงมาก   ด้านล่างเจาะช่องหน้าต่างโค้งแหลมด้านละ 5 ช่อง

            หลังคาพระวิหารสร้างเป็น 2 ชั้น ซ้อน 4 ชั้นลด   ส่วนหลังคามุขลดทั้งหมดสร้างเป็น 3 ชั้นลด   หลังคากันสาด
สร้างเป็น 3 ชั้นซ้อน   หน้าบันมีจำนวน 6 หน้า   ประดับด้วยลายปูนปั้น เป็นรูปพระเกี้ยววางอยู่บนพาน มีฉัตรอยู่ทั้งสองข้าง
ซ้ายขวา   ด้านล่างเป็นรูปตราราชสีห์   รวมทั้งหมดประกอบด้วยลวดลายพรรณพฤกษา   สำหรับช่อฟ้า ใบระกาและหางหงส์   ออกแบบให้ผสมผสานกับศิลปะยุโรป   แต่ภาพโดยรวมแล้วคล้ายศิลปะไทย

 

 

 

 

 

 

 

       ภายในพระวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธพิมพ์   ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิแบบขัดสมาธิราบ ห่มจีวร
ริ้วมีขนาดใหญ่โต จนเป็นที่กล่าวขานกันมาแต่โบราณ   มีพุทธลักษณะคลายลงมาจากของเดิม จนคล้ายกับมนุษย์ทั่วไป
เช่น มีพระกรรณสั้น   การห่มจีวรที่มีริ้วเป็นไปตามธรรมชาติ ภายในพระอุโบสถมีจิตรกรรม ฝาผนังฝีมือช่างสมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   เขียนเป็นภาพพุทธประวัติมีสภาพสมบูรณ์ บานประตูหน้าต่าง
และด้านในพระอุโบสถมีลายเขียนสีรูปเครื่องบูชาแบบจีน   ด้านนอกเป็นลายรดน้ำเขียนลายพุ่มข้าวบิณฑ์   เทพพนม   ก้านแย่ง   ลายหน้าบันทั้งของพระอุโบสถ และพระวิหารเป็นลายปูนปั้น ตรงกลางเป็นรูปสิงห์อยู่ในวงกลม เหนือขึ้นไป
เป็นพระราชลัญจกรประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นวัดพระอารามหลวงชั้นโทอยู่บน
เส้นทางสายอ่างทอง-สิงห์บุรี ห่างจากอำเภอเมืองอ่างทองประมาณ 18 กม.เดิมเป็นวัดราษฏร์โบราณสร้างมาแต่ครั้งใด
ไม่ปรากฏ มีความสำคัญขึ้นมาในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี ได้สร้างพระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่เป็นปูนขาวไม่ปิดทองไว้กลางแจ้ง ณ วัดแห่งนี้ ถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เสด็จฯ มานมัสการและโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดไชโย ในปี พ.ศ. 2430 แต่แรงสั่นสะเทือนระหว่างการลงราก
พระวิหารทำให้องค์หลวงพ่อโตพังลงมาจึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหลวงพ่อโตขึ้นใหม่ตามแบบหลวงพ่อโต วัดกัลยาณมิตร มีขนาดหน้าตักกว้าง 16.10 เมตร สูง 22.65 เมตร แล้วพระราชทานนามว่า "พระมหาพุทธพิมพ์" มีการจัดงานฉลองนับ เป็นงานใหญ่ที่สุดของจังหวัดอ่างทองในสมัยนั้นองค์หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ในพระวิหารที่มีความสูงใหญ่สง่างาม
แปลกตากว่าวิหารแห่งอื่น ๆ พุทธศาสนิกชนจากที่ต่าง ๆ มานมัสการอย่างไม่ขาดสายติดกับด้านหน้าพระวิหาร
มีพระอุโบสถหันด้านหน้าออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมไทยอันงดงามเช่นกันภายในพระอุโบสถ
มีภาพจิตกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติ ฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันวัดไชโยวรวิหารได้รับการบูรณะ ปฏิสังขรณ์ใหม่
จนมีความงามอย่างสมบูรณ์ยิ่ง